โครงงานเรื่อง ระบบย่อยอาหาร
โครงงานเรื่อง ระบบย่อยอาหาร
ประเภทโครงงาน
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
ผู้จัดทำ
น.ส.พิมลวรรณ กลื่นบัว เลขที่ 30 ชั้นม.4/7
เสนอ
คุณครูเกรียงไกร ทองชื่นจิต
คุณครูผู้สอนวิชาIS
โรงเรียนราชินีบูรณะ
คำนำ
โครงงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ซื่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาIS ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4
โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาการทำงานของระบบย่อยอาหารในร่างกายว่ามีการทำงานอย่างไร ความรู้เหล่านี้สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้
ในการจัดทำหัวข้อเรื่องระบบย่อยอาหาร
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนี้จะสำเร็จไปไม่ได้หากไม่ได้คำเเนะนำจากครูที่ปรึกษา ตลอดระยะเวลาที่ทำโครงงาน นอกจากนี้เรายังได้รับคำเเนะนำจากเพื่อนว่าต้องทำอะไรบ้าง ผิดตรงบ้างจะได้เเก้ให้ถูกต้องเป็นต้น จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
บทคัดย่อ
ระบบย่อยอาหารเป็นระบบหนึ่งของร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ย่อยสารอาหารให้มีขนาดเล็ก และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่หลอดเลือด รวมทั้งกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
สารบัญ
บทที่1 เเนวคิดที่มาและความสำคัญ 1
เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2
วัตถุประสงค์ 3
ขอบเขตการศึกษา 4
บทที่2 หลักการเเละทฤษฎีการ 5
บทที่3 วิธีการดำเนินการ 6
ผลการศึกษา 7
บทที่4 สรุปผลเเละข้อเสนอเเนะ 8
บทที่5 บรรณานุกรม 9
เเนวคิด ที่มา และความสำคัญ
เนื่องจากในปัจจุบัน เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกลำเลียงผ่านหลอกอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ กากอาหารจะถูกขับออกทางทวารหนัก นอกจากนั้นในระบบย่อยอาหารยังมีต่อมน้ำลาย ลิ้น ตับ ตับอ่อน ร่วมทำงานอยู่ด้วย และอวัยวะของระบบย่อยอาหารอาหารก็จะมีหน้าที่ การทำงานต่างๆแตกต่างกันไป หากเปรียบร่างกายเสมือนลูกปัดกลวงๆทางเดินอาหารก็เหมือนกับรูยาวๆที่ตัดผ่านจุดศูนย์กลางของลูกปัด
ในการย่อยอาหารมีเพียงเฉพาะส่วนหนึ่งของอาหารที่เรารับประทานเข้าไปและไม่สามารถย่อยได้เท่านั้นที่จะเดินผ่านทางเดินอาหารได้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งท้ายสุดจะถูกขับออกจากร่างกายในรูปของอุจจาระ บางส่วนถูกขับออกในรูปของเหงื่อ แต่อาหารส่วนใหญ่จะถูกย่อยโดยถูกเปลี่ยนแปลงทางเคมีและนำไปล่อเลี้ยงและบำรุงส่วนต่างๆของร่างกายอีด้วย อาหารให้พลังงานแก่ร่างกายทำให้อวัยวะทุกส่วนทำงานได้เป็นปกติ เช่น กล้ามเนื้อ ตา หัวใจ และสมอง ทั้งยังช่วยให้ร่างกายอบอุ่น รวมทั้งเสริมสร้างสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของร่างกาย ร่างกายของคนเราแต่ละส่วน ประกอบไปด้วยเซลล์เล็กๆนับล้านเซลล์ แต่เซลล์จำนวนมากมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนเท่านั้นและเซลล์นี้ก็หลุดออกเป็นขี้ไคล ดังนั้นจึงมีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนเซลล์เก่าที่ตายไปอยู่เสมอโดยได้รับพลังงานและสิ่งที่จำเป็นมาจากอาหาร
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
การย่อยอาหารในปาก
ปากเป็นอวัยวะสำคัญเริ่มแรกสำหรับการย่อยอาหารทำหน้าที่เป็นทางเข้าอาหาร ภายในปากมีส่วนประกอบที่สำคัญคือลิ้น ฟันและต่อมน้ำลายการย่อยอาหารในปากจึงมีทั้งการย่อยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟัน และการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส เมื่ออาหารผ่านสู่กระเพาะอาหาร เอนไซม์อะไมเลสจะไม่ทำงานเพราะในกระเพาะอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก (อะไมเลสทำงานได้ดีในสภาพเป็นกลาง หรือกรดเล็กน้อย และอุณหภูมิร่างกาย)
ฟัน
ฟัน (Teeth) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล
ฟันของคนมี 2 ชุด คือฟันน้ำนม (Temporary Teeth) มี 20 ซี่ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ 6 ปี
ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2 คือ ฟันแท้ (Permanent Teeth) งอกขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งสิ้น 32 ซี่
ลิ้น
ลิ้น (Tongue) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง คือ รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น
รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น
รสเปรี้ยว อยู่บริเวณข้างลิ้น
รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น
ต่อมน้ำลาย
1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น
2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง
3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู มีท่อนำสารออก เรียกว่าท่อ สเตนสัน(Stenson's duct) ถ้าหากมีเชื้อไวรัสเข้าไปที่ต่อมนี้ จะทำให้เกิดโรคคางทูม (mump) น้ำลาย(Saliva) มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน มีปริมาณแคลเซียม สูงมาก ทำหน้าที่ละลายอาหาร ป้องกันไม่ให้ปากแห้ง และ ช่วยในการเคลื่อนไหวของลิ้นขณะพูด ศูนย์ควบคุมการ หลั่งน้ำลาย คือสมองส่วนที่อยู่ระหว่าง medulla obongata และ pons
น้ำลาย (Saliva) ประกอบด้วย
1. เอนไซม์อะไมเลส (amylase) ช่วยย่อยสลายคาร์โบ ไฮเดรต
2. น้ำ (99.5%) เป็นตัวทำละลายสารอาหาร
3. เมือก(mucin) เป็นสารคาร์โบไฮเดรตผสมโปรตีน ทำให้ อาหารรวมกันเป็นก้อน ลื่น และกลืนสะดวก การหลั่งน้ำลาย (Salivation) จะเกิดเมื่อระบบประสาทพารา ซิมพาเธติก ถูกกระตุ้น
กระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหาร (Stomach)เป็นอวัยวะของทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหารที่ผ่านการเคี้ยวภายในช่องปากมาแล้ว กระเพาะอาหารยังเป็นอวัยวะที่มีสภาพแวดล้อมเป็นกรด โดยมักจะมีค่าพีเอชอยู่ที่ประมาณ 1-4 โดยขึ้นกับอาหารที่รับประทานและปัจจัยอื่นๆ นอกจากนี้ในกระเพาะอาหารยังมีการสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยในการย่อยอาหารอีกด้วย ในศัพท์ทางการแพทย์จะเรียกโครงสร้างที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารโดยขึ้นต้นด้วยคำว่า gastro- และ gastric ซึ่งเป็นคำในภาษาละตินที่หมายถึงกระเพาะอาหาร
หน้าที่หลักของกระเพาะอาหารคือการย่อยสลายสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงโดยอาศัยการทำงานของกรดเกลือ (hydrochloric acid) เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก นอกจากนี้กระเพาะอาหารยังมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยโปรตีน คือเอนไซม์เพพซิน (pepsin) โดยในช่วงแรก เอนไซม์นี้จะถูกผลิตออกมาในรูปของเพพซิโนเจน (pepsinogen) ที่ยังไม่สามารถทำงานได้ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นเพพซินเมื่ออยู่ในสภาวะที่เป็นกรดภายในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้แล้ว กระเพาะอาหารยังทำหน้าที่ในการดูดซึมน้ำ ไอออนต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอลล์ แอสไพริน และคาเฟอีนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของกระเพาะอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตคือการผลิตสารที่เรียกว่า อินทรินซิค แฟคเตอร์ (intrinsic factor) ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการดูดซึมไวตามิน บี12
ลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็ก (Small Intestine) เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร ต่อมาจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม เรียกว่า วิลลัส (Villus พหูพจน์เรียกว่า Villi) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำไส้ใหญ่
สำไส้ใหญ่ มีความยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1. ซีกัม (Caecum) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง (Appendix) ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย (ยาวประมาณ 3 นิ้ว) เหนือท้องน้อย ทางด้านขวา ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์ ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว
2. โคลอน (Colon) เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ
โคลอนส่วนขึ้น (AscendingColon) เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร
โคลอนส่วนขวาง (Transverse Colon) เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ 50 เซนติเมตร
โคลอนส่วนล่าง (Descending Colon) เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร
3. ไส้ตรง (Rectum) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น ทวารหนัก (Anus) โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก
ฟัน
ฟัน (Teeth) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล
ฟันของคนมี 2 ชุด คือฟันน้ำนม (Temporary Teeth) มี 20 ซี่ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ 6 ปี
ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2 คือ ฟันแท้ (Permanent Teeth) งอกขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งสิ้น 32 ซี่
ลิ้น
ลิ้น (Tongue) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง คือ รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น
รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น
รสเปรี้ยว อยู่บริเวณข้างลิ้น
รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น
ต่อมน้ำลาย
1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น
2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง
3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู มีท่อนำสารออก เรียกว่าท่อ สเตนสัน(Stenson's duct) ถ้าหากมีเชื้อไวรัสเข้าไปที่ต่อมนี้ จะทำให้เกิดโรคคางทูม (mump) น้ำลาย(Saliva) มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน มีปริมาณแคลเซียม สูงมาก ทำหน้าที่ละลายอาหาร ป้องกันไม่ให้ปากแห้ง และ ช่วยในการเคลื่อนไหวของลิ้นขณะพูด ศูนย์ควบคุมการ หลั่งน้ำลาย คือสมองส่วนที่อยู่ระหว่าง medulla obongata และ pons
น้ำลาย (Saliva) ประกอบด้วย
1. เอนไซม์อะไมเลส (amylase) ช่วยย่อยสลายคาร์โบ ไฮเดรต
2. น้ำ (99.5%) เป็นตัวทำละลายสารอาหาร
3. เมือก(mucin) เป็นสารคาร์โบไฮเดรตผสมโปรตีน ทำให้ อาหารรวมกันเป็นก้อน ลื่น และกลืนสะดวก การหลั่งน้ำลาย (Salivation) จะเกิดเมื่อระบบประสาทพารา ซิมพาเธติก ถูกกระตุ้น
กระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหาร (Stomach)เป็นอวัยวะของทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหารที่ผ่านการเคี้ยวภายในช่องปากมาแล้ว กระเพาะอาหารยังเป็นอวัยวะที่มีสภาพแวดล้อมเป็นกรด โดยมักจะมีค่าพีเอชอยู่ที่ประมาณ 1-4 โดยขึ้นกับอาหารที่รับประทานและปัจจัยอื่นๆ นอกจากนี้ในกระเพาะอาหารยังมีการสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยในการย่อยอาหารอีกด้วย ในศัพท์ทางการแพทย์จะเรียกโครงสร้างที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารโดยขึ้นต้นด้วยคำว่า gastro- และ gastric ซึ่งเป็นคำในภาษาละตินที่หมายถึงกระเพาะอาหาร
หน้าที่หลักของกระเพาะอาหารคือการย่อยสลายสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงโดยอาศัยการทำงานของกรดเกลือ (hydrochloric acid) เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก นอกจากนี้กระเพาะอาหารยังมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยโปรตีน คือเอนไซม์เพพซิน (pepsin) โดยในช่วงแรก เอนไซม์นี้จะถูกผลิตออกมาในรูปของเพพซิโนเจน (pepsinogen) ที่ยังไม่สามารถทำงานได้ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นเพพซินเมื่ออยู่ในสภาวะที่เป็นกรดภายในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้แล้ว กระเพาะอาหารยังทำหน้าที่ในการดูดซึมน้ำ ไอออนต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอลล์ แอสไพริน และคาเฟอีนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของกระเพาะอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตคือการผลิตสารที่เรียกว่า อินทรินซิค แฟคเตอร์ (intrinsic factor) ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการดูดซึมไวตามิน บี12
ลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็ก (Small Intestine) เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร ต่อมาจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม เรียกว่า วิลลัส (Villus พหูพจน์เรียกว่า Villi) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำไส้ใหญ่
สำไส้ใหญ่ มีความยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1. ซีกัม (Caecum) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง (Appendix) ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย (ยาวประมาณ 3 นิ้ว) เหนือท้องน้อย ทางด้านขวา ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์ ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว
2. โคลอน (Colon) เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ
โคลอนส่วนขึ้น (AscendingColon) เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร
โคลอนส่วนขวาง (Transverse Colon) เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ 50 เซนติเมตร
โคลอนส่วนล่าง (Descending Colon) เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร
3. ไส้ตรง (Rectum) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น ทวารหนัก (Anus) โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก
วัตถุประสงค์
1. ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร
2. ได้รู้ว่ากลไกและการทำงานของการย่อยอาหารเป็นอย่างไร
ขอบเขตการศึกษา
ในโอกาสนี้เราจึงศึกษาเฉพาะระบบย่อยอาหาร เพื่อทำให้เข้าใจเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารมากขึ้น
หลักการและทฤษฎี
1. ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำก่อนลงมือปฏิบัติ
2. ศึกษาและสอบถามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา
3. ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา
4. สืบค้นข้อมูลจากเว็บหรืออินเทอร์เน็ตต่างๆเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา
วิธีการดำเนินการ
________________________________________________ขั้นตอนการดำเนินงาน วัสดุอุปกรณ์
1.วางเเผนการทำงาน โทรศัพท์
2.หาข้อมูลของโครงงาน โทรศัพท์
3.รวบรวมข้อมูลในการทำ โทรศัพท์
3.รวบรวมข้อมูลในการทำ โทรศัพท์
โครงงาน
4.ลงมือทำโครงงาน โทรศัพท์
5.นำเสนอโครงงาน โทรศัพท์
________________________________________________
5.นำเสนอโครงงาน โทรศัพท์
________________________________________________
ผลการศึกษา
กระบวนการย่อยอาหาร (Digestive process)
การย่อยอาหาร (Digestion) อาหารที่เขาไปในทางเดินอาหารจะถูกย่อยใหม่ขนาดเล็กพอที่จะ
ดูดซึมเขาในร่างกายได้ การย่อยอาหารต้องอาศัย
1. กลไกของการย่อยอาหาร (Mechanical process)
2. การย่อยอาหารที่ต้องใช้ปฏิกิริยาทางเคมี (Chemical process)
กลไกของการย่อยอาหารประกอบด้วย
1. การเคี้ยว (Mastication)อาหารจะถูกเคี้ยวในปากโดยฟัน ลิ้น และแก้ม ทำให้อาหารแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อจะได้คลุกเคล้ากับน้ำลาย ทำให้อาหารอ่อนลง เรียกวา Bolus เพื่อสะดวกต่อการกลืนการเคี้ยวอยู่ภายใต้อำนาจจิต
2. การกลืน (Deglutition) แบ่งได้เป็นระยะ ๆ ตามทางที่อาหารผ่านจากปากถึงกระเพาะ
อาหาร ได้แก่ ปาก หลอดคอ และหลอดอาหาร
2.1 ระยะการกลืนที่อยู่ในปาก ระยะนี้อยู่ภายใต้อำนาจจิต อาหารถูกปั้นเป็นคำ ๆ (Bolus) โดยเพดานอ่อนของปากร่วมกับส่วนหลังของหลอดคอ การกลืนระยะนี้จะต้องหยุดหายใจชั่วคราว
ลิ้นไก่จะกระดกลงปิดหลอดลมไว้เพื่อไม่ให้อาหารตกลงไปในหลอดลม หากเกิดความผิดปกติขนก็จะสำลักได้
2.2 ระยะการกลืนที่อยู่บริเวณหลอดคอ ระยะนี้อยู่นอกอำนาจจิต เมื่ออาหารเป็นคำๆ ตกถึงหลอดคอ กล้ามเนื้อรอบหลอดคอจะหดตัวผลักอาหารให้ลงไปสู่หลอดอาหาร เพดานอ่อนจะถูกยกขึ้น หยดหายใจชั่วคราว หากมีอาหารพลัดเขาไปในจมูก จะถูกกำจัดโดยการจาม ส่วนที่ตกลงสู่หลอดลมจะถกกาจดโดยการไป
2.3 ระยะการกลืนที่อยู่บริเวณหลอดอาหาร ระยะนี้อยู่นอกอำนาจจิต การกลืนจะมีลักษณะเป็นลูกคลื่นรดอาหารให้ลงสู่กระเพาะอาหาร (Peristalsis) ศูนย์ควบคุมการกลืนอยู่ที่Medulla oblongata การกลืนจะลำบากหรือกลืนไม่ได้เมื่อมีบาดแผล หรือเกิดโคที่ Medulla oblongata
3. การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารตกถึงกระเพาะ จะถูกผลักเขาไปยึดผนัง
ส่วนที่เป็นส่วนโค้งนอก (Greater curvature) (แม้จะมีอาหารในกระเพาะมาก แต่ความดันในกระเพาะก็ไม่สูง เพราะผนังกระเพาะเป็นกล้ามเนื้อเรียบ มีการยึดหดได้ดี) กระเพาะจะคลายตัวเป็นระยะสั้น ๆ แล้วจึงมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น คือ
3.1 การคลุกเคล้า (Mixing wave) เป็นการเคลื่อนไหวแบบ Tonic contraction มีลักษณะเป็นคลื่นคลุกเคล้าอาหารซึ่งจะเกิดไล่กันไปทุก 20 วินาที อาหารจะคลุกเคล้ากับน้ำย่อยที่หลั่งจากกระเพาะอาหารได้ดี
3.2 การบีบไล่อาหาร (Peristallic wave) มีหน้าที่ช่วยไล่อาหารจากกระเพาะไปยังลำไส้โดยมีความแรงมากกว่าคลื่นคลุกเคล้า จึงมีโอกาสผลกอาหารเข้าสู่ส่วน Pylorusได้เร็วกว่าส่วนอื่น
3.3 การหดตัว (Hunger contraction) เกิดเมื่อกระเพาะว่าง เป็นการหดตัวที่รุนแรงกว่าแบบอื่น การหดตัวแบบนี้คล้าย Peristalsis คือ เริ่มจาก Cardiaไปยัง Pylorus หรือที่เรียกว่า ปวดท้องแบบหัว อาหารจะอยู่ที่กระเพาะอาหารประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง กระเพาะจึงจะว่างใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยต่อไปนี้ คือ
1. ความหนักของอาหาร
2. ปริมาณของอาหาร
3. ชนิดของอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรตผ่านกระเพาะอาหารได้เร็วกว่าโปรตีน และโปรตีนเร็วกว่าไขมัน ดังนั้น ไขมันจะอยู่ที่กระเพาะอาหารนานที่สุด อาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหาร เรียกว่า Chyme
4. การเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก อาหารที่ถูกย่อยบางแล้วจากกระเพาะซึ่งมีลักษณะเหลว ๆ จะเคลื่อนผ่านมายังลำไส้เล็กเพื่อจะได้ทำการย่อยให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุด และเป็นบริเวณที่มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนที่เหลือจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่ อาหารจะอยู่ที่ลำไส้เล็กประมาณ 3 –4 ชั่วโมง การเคลื่อนไหวในลำไส้เล็กนี้แบ่งเป็น 4 แบบด้วยกัน คือ
4.1 การบีบตัวแบบ Tonusโดยการเปลี่ยนแปลงของอัตราการหดตัว เกิดขึ้นเฉพาะแห่งและสามารถเกิดอย่างช้า ๆ ในทุกส่วนของระบบย่อยอาหาร โดยไม่ขั้นอยู่กับประมาตรหรือชนิดของอาหารที่อยู่ภายในลำไส้เล็ก
4.2 การเคลื่อนที่แบบลูกตุ้มนาฬิกา (Pendular movement) เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบตามยาว คลื่นการหดตัวจะเป็นระยะสั้น ทำให้เกิดการแกร่งของลูกตุ้ม นาฬิกาประมาณ 10 – 12 ครั้ง/นาที เพื่อให้Chymeคลุกเคล้ากับน้ำย่อยได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถใส่อาหารที่ย่อยแล้วลงไปยังลำไส้ใหญ่ได้ 212
4.3 การเคลื่อนที่แบบบีบตัวเข้าหากันเป็นปล้องๆ (Segmentation contraction or Rhythmic segmentation) เป็นการบีบตัวเพื่อคลุกเคล้า โดยที่ผนังลำไส้บีบตัวเข้าหากันเป็นปล้อง ๆ ทำให้อาหารที่อยู่ใกล้เคียงเคลื่อนที่เข้าหากัน การหดตัวแบบนี้เกิดขึ้นตลอดลำไส้เล็ก จะมีอัตราเร็วที่Duodenum และช้าลงเรื่อย ๆ เมื่อถึงลำไส้ส่วน Ileum การหดตัวแบบนี้มีประโยชน์สำหรับคลุกเคล้าอาหาร แต่ไม่สามารถไล่อาหารไปยังลำไส้ใหญ่ได้
4.4 การหดตัวแบบลูกคลื่น (Peristalsis) การหดตัวแบบนี้จะบีบไล่อาหารให้เคลื่อนที่ต่อไปเป็นคลื่น ซึ่งมีทั้งเคลื่อนที่ช้าและเร็ว
5. การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ มีการหดตัวแบบต่าง ๆ เหมือนลำไส้เล็ก เมื่ออาหารถูกกินเข้าไป จะทำให้เกิดการบีบไส้พร้อมกันตลอดช่วงของลำไส้ใหญ่ เรียก Mass peristalsis ซึ่งเกิดใน Ascending colonและ Transverse colonเป็นการบีบกากอาหารที่เป็นอุจจาระเข้าไปในDescending colon เพื่อปล่อยออกนอกร่างกาย กากอาหารจะอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่นาน 6 – 8 ชั่วโมง และถูกเก็บอยู่ในลำไส้ใหญ่จนกว่าจะมีการขับถ่าย ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น การย่อยที่ต้องใช้ปฏิกิริยาทางเคมี ประกอบด้วยน้ำย่อยอยู่ซึ่งเกิดจากต่อมต่าง ๆ ในทางเดินอาหาร เพื่อทำการย่อยอาหารให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดจนร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ ประกอบด้วย
1. น้ำลาย (Saliva) สร้างจากต่อมน้ำลาย 3 คู้ที่บริเวณปาก ในน้ำลายมี Ptyalin enzymeหรือ salivary amylase ทำหน้าที่ย่อยแป้งสุกให้เป็นน้ำตาล Maltose
2. น้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร (Gastric juice) มีส่วนประกอบ เช่น
2.1 Pepsin ทำหน้าที่ย่อยโปรตีน (Pepsinogen จะเปลี่ยนเป็นPepsin ได้ ต้องรับการช่วยเหลือจากกรดเกลือ – HCI)
2.2 Rennin ช่วยย่อยนม โดยทำให้นมข้นและแข็งตัว เนื่องจากโปรตีน Cuscin ที่อยู่ในนมตกตะกอน น้ำย่อยนี้พบมากในทารก Renninเกือบไม่มีประโยชน์เลยในผู้ใหญ่ เพราะกรดเกลือสามารถทำให้นมจับกันเป็นก้อนแข็งได้ และป้องกันมิให้ไหลผ่านกระเพาะอาหารรวดเร็วเกินไป จะได้มีโอกาสถูกย่อย Pepsin ได้ดีขึ้น
2.3 กรดเกลือ (HCI) สร้างจาก Parietal cells ในต่อมกระเพาะอาหาร เซลล์ชนิดนี้ มีอยู่จำนวนมากบริเวณกึ่งกลางของกระเพาะ มีฤทธิ์เป็นกรด มีหน้าที่
(1) ทำให้สารอาหารโปรตีนลักษณะไปจากเดิม เหมาะสำหรับที่Pepsin จะ
ออกฤทธิ์ย่อยได้
(2) ทำให้เหล็กจากอาหารอยู่ในรูปของเกลือ Ferrous ซึ่งร่างกายสามารถดูด
ซึมไปใช้ได้
(3) ฆ่าแบคทีเรียที่ปนมากับอาหาร ทำให้อาหารไม่บดเน่าและไม่เกิดการติดเชื้อ
2.4 Mucous จะช่วยในการป้องกันการย่อยตัวเองของกระเพาะอาหารโดยน้ำย่อย
Pepsin
3. น้ำย่อยจากตับอ่อน 213
3.1 Trypsin, Chymotrypsin และ Carboxy peptidase ย่อยโปรตีน
3.2 Pancreatic amylase ย่อยคาร์โบไฮเดรต
3.3 Pancreatic lipase or SteapsinChotesterol esteraseย่อยไขมัน
4. น้ำย่อยจากตับและถุงน้ำดี เอนไซม์ที่ย่อยไขมันอาหารเหลวจากกระเพาะ ไดแก่ Bile เป็นเกลือของน้ำดีและด่าง (Bicarbonate)
5. น้ำย่อยจากลำไส้เล็ก เรียก Intestinal juice ถูกสร้างจากผนังของลำไส้เล็ก ภายใน
Intestinal juice จะมีพวกน้ำย่อยต่าง ๆ ไดแก่
5.1Enterokinaseทำหน้าที่เปลี่ยน Trypsinogenให้เป็น Trypsinย่อย Protein
5.2 Peptidase ย่อยPeptone ให้เป็น Amino acid
5.3 Maltase ย่อย Maltose ให้เป็น Glucose
5.4 Lipase ย่อย Fat ให้เป็น Fatty acid และ Glycerol
น้ำย่อยจากลำไส้เล็กจะทำงานได้ดีจะต้องมีสภาวะเป็นด่าง
6. น้ำย่อยจากลำไส้ใหญ่ บริเวณลำไส้ใหญ่ไม่มีการสร้างEnzyme เลย แต่เซลล์เยื่อเมือกที่ผนังลำไส้ใหญ่สร้างน้ำเมือกออกมาจำนวนมาก มีลักษณะข้น มีฤทธิ์
เป็นด่าง ทำหน้าที่หล่อลื่นเพื่อให้กากอาหารเคลื่อนผ่านไปได้สะดวก อาหารที่ผ่านมาถึงลำไส้ใหญ่นั้น ส่วนเป็นกากอาหารที่ไม่ย่อยแล้ว แต่ยังมีส่วนที่เป็นน้ำและเกลือแร่มาก
สรุปผลเเละข้อเสนอเเนะ
ทางเดินอาหารของคนจะเริ่มตั้งแต่ปาก ในบริเวณช่องปากมีฟันทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหร ช่วยในการกลืนและรับรส ในช่องปากมีต่อมน้ำลาย 3 คู่ อยู่ที่ข้างกกหู ใต้ลิ้น และใต้ขากรรไกรต่อมเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตน้ำลายแล้วส่งมาตามท่อมาเปิดที่ช่องปาก น้ำลายมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ถึงร้อยละ 99.5 มีส่วนประกอบที่เป็นเมือกทำหน้าที่หล่อลื่นอาหาร ทำให้อาหารเคลื่อนสู่หลอดอาหารได้ง่าย หลอดอาหารมีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ทำหน้าที่นำอาหารจากปากลงสู่กระเพาะอาหาร การเคลื่อนที่ของอาหารเกิดจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆหลอดอาหารเรียกกระบวนการนี้ว่า เพอริสตัลซิส ซึ่งจะเกิดติดต่อกันไปจนสุดปลายหลอดอาหาร เมื่ออาหารถึงกระเพาะอาหารแล้วจะมีกล้านเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารปิดกั้นไม่ให้อาหารย้อยกลับสู่หลอดอาหาร อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและที่ยังไม่ได้ย่อยเคลื่อนผ่านกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก สารอาหารเกือบทุกชนิดจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้ เรียกว่า กากอาหาร รวมทั้งน้ำ วิตามิน และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กจะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ ลำไส้ใหญ่ของคนประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ลำไส้ใหญ่ส่วนกลาง และลำไส้ใหญ่ส่วนปลายหรืไส้ตรง ซึ่งต่อกับทวารหนัก
ข้อเสนอเเนะ
ควรมีการจัดทำเนื้อหาของโครงงานให้หลากหลายและนำเสนอออกมาหลายๆรูปแบบมากกว่านี้
บรรณนุกรม
ข้อเสนอเเนะ
ควรมีการจัดทำเนื้อหาของโครงงานให้หลากหลายและนำเสนอออกมาหลายๆรูปแบบมากกว่านี้
บรรณนุกรม
http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/30588-043066
ผลการพิจารณาโครงงาน
□อนุมัติ □ควรปรับปรุง
ลงชื่อ....................... ครูที่ปรึกษาโครงงาน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น