เปิดแฟ้มคดีเก่าในอเมริกา "ฆาตกรในคราบแม่ชี" ทารุณและฆ่าเด็กกำพร้าเป็นเวลากว่า 40 ปี

สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าชื่อ “St. Joseph’s Catholic Orphanage” ตั้งอยู่ในเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของโบสถ์คาทอลิค ถูกสอบสวนถึงคดีฆาตรกรรมและทรมานเด็กจำนวนร้อยกว่าราย


เด็กบางคนถูกขังเเละโยนออกมานอกหน้าต่าง 


เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อมีการร้องเรียนจากเด็กกำพร้าที่ออกจากบ้านไปแล้วกว่าร้อยชีวิต ว่าพวกเขาได้ตกเป็นเหยื่อของการทารุณกรรมจากแม่ชี โดยมีการเปิดเผยว่า แม่ชีที่ดูแลบ้านเด็กกำพร้านี้ได้ฆ่าและทำร้ายร่างกายเด็กที่อาศัยอยู่ที่นี่ในปี 1930-1970 เด็กส่วนมากโดนทำโทษให้คุกเข่าเป็นเวลานาน โดนขังไว้ในตู้เสื้อผ้า โยนออกมานอกหน้าต่าง รวมถึงบังคับให้เด็กกินอ้วกของตัวเองเเละเอาอ้วกมาละเลงหน้าของเด็กอีกด้วย 
   
เปิดแฟ้มคดีเก่าในอเมริกา "ฆาตกรในคราบแม่ชี" ทารุณและฆ่าเด็กกำพร้าเป็นเวลากว่า 40 ปี
Photo Credit: broadsheet.ie

      ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ และเพื่อให้เด็กทารกหยุดร้องไห้ พวกแม่ชีจะเหวี่ยงเด็กทารกไปมาจนหัวกระแทกกับโต๊ะก็มี เรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่น่าเกลียดมากๆ เลยค่ะ มีผู้เสียหายท่านนึงเล่าว่า แม่ชีสั่งให้พวกเด็กผู้ชายโตมาล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เล็กกว่าอีกด้วย แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ เด็กบางคนไม่มีโอกาสได้รอดออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกด้วยซ้ำ


แซลลี่ เดล โดนบังคับให้กินอ้วกตัวเอง! 

   
      จากคำให้การของ Sally Dale (แซลลี่ เดล) เธอเคยอาศัยอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าหลังนั้นตั้งแต่อายุ 2 ถึง 23 ปี  ได้เปิดเผยกับทนายของเธอว่า เธอจำได้ว่า เคยเห็นแม่ชีผลักเด็กคนนึงออกจากหน้าต่างจนเสียชีวิต เธอไม่เห็นว่าเป็นแม่ชีคนไหน แต่เธอรู้ว่าเป็นแม่ชีแน่นอนเพราะใส่ผ้าคลุมหัวอยู่  เธอยังเห็นแม่ชีผลักเด็กชายที่อยู่บนเรือตกลงไปในน้ำ แซลลี่ถามกับแม่ชีที่ยืนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับเธอว่า ‘เขาจะตายมั้ยคะ?’ แม่ชีตอบเธอกลับมาว่า ‘ไม่ต้องห่วงหรอก เขาจะได้กลับบ้านแล้ว’ เธอยังบอกอีกว่า เธอถูกแม่ชีบังคับให้จูบกับศพของเด็กชายที่ตายจากการโดนไฟฟ้าช็อตอีกด้วย 
เปิดแฟ้มคดีเก่าในอเมริกา "ฆาตกรในคราบแม่ชี" ทารุณและฆ่าเด็กกำพร้าเป็นเวลากว่า 40 ปี
Photo Credit: facebook.com

      เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับแซลลี่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เธอเล่าว่า พวกแม่ชีทำร้ายและล่วงละเมิดทางเพศเธอ จับเธอลากเข้าไปในห้องนอน ดึงผมเธอแล้วลากเธอไปที่เตียง แล้วบอกกับแซลลี่ว่า ‘เธอมันเด็กไม่ดี’ และเธอยังจำได้ว่า แม่ชีบังคับให้เธอกินอาหารที่เธออ้วกออกมาให้หมด ถ้ากินไม่หมดเธอจะไม่ได้ลุกไปไหนทั้งนั้น (โหดมาก!)


มีเหยื่ออีกหลายรายที่โดนทำร้าย


      ไม่ใช่แค่แซลลี่ที่ตกเป็นเหยื่อกับการกระทำอันเเสนโหดร้ายนี้ แต่ยังมีเหยื่ออีกหลายรายออกมาเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองเจอในอดีต  เอ็ด ดูเพรย์ (Ed Duprey) เล่าว่า เขาโดนแม่ชีผลักตกลงไปในทะเลสาบ แต่เขาก็พยายามว่ายน้ำกลับขึ้นมาให้ได้ เขามั่นใจว่ามีเด็กอีกหลายรายที่โดนทำแบบเดียวกับเขา
   
      ส่วน โจเซฟ บาร์ควิน (Joseph Barquin) เล่าว่า ในสมัยที่เขาอาศัยอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้านี้ เขาโดนแม่ชีคนนึงลากไปยังห้องใต้บันได แล้วเอาของมีคมมากรีดที่ตัวเขา เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่จำได้ว่ามีเลือดกระจายเต็มไปทั่วห้อง นอกจากนี้เขายังเคยถูกขังไว้ในตู้เสื้อผ้าคนเดียวมืดๆ อีกด้วย

     แพตตี้ เซโน (Patty Zeno) เธอจำได้ว่า ซิสเตอร์ที่ชื่อ ‘พริสซิล’ พยายามที่จะผลักเธอออกนอกหน้าต่าง ในขณะที่เธอกำลังทำความสะอาดหน้าต่างอยู่ โดยจับข้อเท้าของเธอไว้แล้วผลักเธอลงไปข้างล่าง แต่เธอรอดมาได้
   
       หลังจากนั้นได้มีการตามหาตัวซิสเตอร์พริสซิล เพื่อจะพิสูจน์เรื่องที่ผลักเด็กหญิงตกจากหน้าต่างนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ โดย คริสทีน เคนเนลลี่ (Christine Kenneally) นักข่าวคดีสอบสวน ได้สืบหาที่อยู่ของซิสเตอร์พริสซิลจนเจอเเละได้พูดคุยกับเธอ คริสทีนเล่าว่า ซิสเตอร์พริสซิลเป็นคนที่มีความศรัทธาและความเชื่ออย่างแรงกล้าในคริสตจักรโรมันคาทอลิก เธอยอมรับว่าเป็นคนที่ก่อเหตุนั้นจริง แต่เธอให้เหตุผลว่า นั่นเป็นเพราะเธอพยายามจะคว้าเด็กคนนั้นเอาไว้ไม่ให้ตกลงไปนั่นเอง ในเหตุการณ์ตอนนั้นเธอได้แต่กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วหลังจากนั้นเพื่อนของแพตตี้ก็มาคว้าตัวของเธอเอาไว้ได้ทัน
      เเล้วความจริงคืออะไรกันเเน่? ตามคำบอกเล่าของแพตตี้ที่บอกว่าตัวเองโดนซิสเตอร์พริสซิลจับโยนลงไป หรือตามที่ซิสเตอร์พริสซิลบอกกับนักข่าวว่าเธอพยายามจะช่วยเเพตตี้เอาไว้ต่างหาก....

   
      เหยื่อจำนวนร้อยกว่ารายรวมตัวกันเพื่อฟ้องศาสนจักรให้เอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ อย่างไรก็ตามทางศาสนจักรได้ยื่นข้อเสนอต่อผู้เสียหายจำนวนร้อยกว่าคนว่า ถ้าผู้เสียหายยอมถอนการฟ้องร้อง ทางศาสนจักรจะให้เงินเป็นจำนวน 5,000 $ หรือเท่ากับ 160,000 บาทไทยต่อราย เป็นการเยียวยาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทน

      แต่ด้วยระยะเวลาที่ผ่านไปหลายปีแล้ว ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างก็มีอายุมาก การฟ้องร้องคดีต่อศาลหลายต่อหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกายและการฆ่าเด็กนี้ได้ถูกปัดตกไป ด้วยเหตุผลที่ว่า การรื้อฟื้นความทรงจำเพียงอย่างเดียวของเหยื่อนั้นไม่เพียงพอต่อหลักฐานในรูปคดี 
     
      
สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเเห่งนี้ถูกปิดไปแล้วตั้งเเต่ปี 1974 เเต่ความเจ็บปวดของเหยื่อที่ถูกทำร้ายยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาตลอดมา 
          

น่าสงสารเด็กๆ ที่โดนทำร้ายมากๆ เลยค่ะ บางรายพอโตขึ้นมาเเล้วก็ยังมีความทรงจำที่เจ็บปวดเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ทำให้ต้องเข้ารับการบำบัดเลยก็มี เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ต้องมาตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่เเสนโหดร้ายนี้ :-( 

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม